ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ จักราวุธ คำทวี คำขวัญ หรือสโลแกนประจำเว็บ คือ "ถ้าวันนี้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้" วัตถุประสงค์ รู้จักรัก รู้จักรอ รู้จักพอ รู้จักให้ และเป็นอีกช่องทางของการแบ่งปันสาธารณะ ครับพี่น้อง

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บันทึกประสบการณ์ การเข้ารับพระราชทานเครื่องราชฯ เมื่อวันที่ ๒๔ พ.ค.๕๖


 ดาวน์โหลดไฟล์นี้เป็น ไฟล์ pdf ได้ที่ เว็ปนี้ครับ http://www.slideshare.net/jukravuth Click  เลยครับ 


    บันทึกประสบการณ์ : เล่าเรื่องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับ
    การเข้าเฝ้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย
    บันทึกเมื่อวันจันทร์ที่  ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๑.๑๙ น.     


                                                 อ.ก.ค.ศ.สป. จักราวุธ  คำทวี
  




เมื่อวันวิสาขบูชา วันศุกร์ที่ ๒๔ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 255๖ ผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี แทนพระองค์ รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ ๑ประถมาภรณ์มงกุฎไทย นับเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย สายแรกในชีวิต และไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้รับ จึงรู้สึกภาคภูมิใจเป็นที่ยิ่งและตั้งใจว่าจะตั้งใจปฏิบัติราชการด้วยความสุจริตไปจนกว่าจะครบเกษียณ และเมื่อพ้นจากราชการแล้วก็จะทำหน้าที่เป็นพลเมืองดีไปจนกว่าจะสิ้นอายุ สนองพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่พระราชทานเกียรติยศให้กับข้าราชการคนหนึ่ง ในโอกาสนี้ได้นำเอาความรู้เล็กๆ น้อยๆ เป็นประสบการณ์ บันทึกเล่าเรื่องแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในประเทศไทยโดยส่วนตัวเข้าใจว่ามีเพื่อนข้าราชการอื่นมีความรู้และอยากถ่ายทอดเป็นประสบการณ์ให้รุ่นหลัง ๆ ใคร่รู้ใคร่ทราบเช่นกัน
( คัดจาก " ประมวลกฎหมายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย " พ.ศ. 2550 ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  และ " คู่มือปฏิบัติงานด้านการบริหารงานบุคคล " พ.ศ. 2551 ของกระทรวงศึกษาธิการ ) 
            เครื่องราชอิสริยาภรณ์ คือ  สิ่งที่เป็นเครื่องหมายแสดงเกียรติยศและบำเหน็จความชอบ  
ซึ่งพระมหากษัตริย์พระราชทานเป็นความชอบในราชการหรือส่วนพระองค์ ในประเทศไทยเริ่มปรากฏ
ครั้งแรกราว พ.ศ. 2400 ( ปีที่ 7 ในรัชกาลที่ 4 ) ยังไม่มีพระราชบัญญัติให้เรียกว่าอย่างไร พระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเรียกว่า " เครื่องประดับสำหรับยศ "  ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าฯ ได้ตราพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2416 เรียกว่า
" เครื่องราชอิสริยยศ " มาจนถึง พ.ศ. 2432 จึงได้เปลี่ยนมาเรียกว่า " เครื่องราชอิสริยาภรณ์ " 
จนถึงปัจจุบัน " ประถมาภรณ์มงกุฎไทย " เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จ
ความชอบในราชการแผ่นดินในตระกูลมงกุฎไทย ชั้นที่ ซึ่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้มี 8 ชั้น ได้แก่
    1.   ชั้นสูงสุด " มหาวชิรมงกุฎ " (ม.ว.ม.)
    2.   ชั้นที่ 1 " ประถมาภรณ์มงกุฎไทย " (ป.ม.)
    3.   ชั้นที่ 2 " ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย " (ท.ม.)
    4.   ชั้นที่ 3 " ตริตาภรณ์มงกุฎไทย " (ต.ม.)
    5.   ชั้นที่ 4 " จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย " (จ.ม.)
    6.   ชั้นที่ 5 " เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย " (บ.ม.)
    7.   ชั้นที่ 6 " เหรียญทองมงกุฎไทย " (ร.ท.ม.)
    8.   ชั้นที่ 7 " เหรียญเงินมงกุฎไทย " (ร.ง.ม.)

ลักษณะของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ " ประถมาภรณ์มงกุฎไทย " อธิบายไว้ ในพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. 2484 มาตรา 8 ว่า " ดวงตราเป็นรูปพระมหามงกุฎอยู่ในลายหว่านล้อมทอง พื้นลงยาสีน้ำเงินและสีแดงมีกระจังเงินใหญ่สี่ทิศ เล็กสี่ทิศ มีรัศมีทองสลับตามระหว่าง ด้านหลังเปลี่ยนพระมหามงกุฎเป็นอักษรพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร. เบื้องบนมีจุลมงกุฎห้อยกับแพรแถบขนาดกว้าง 10 เซนติเมตร สีน้ำเงินริมเขียวมีริ้วเหลืองริ้วแดง ขนาดใหญ่ควบคั่นทั้งสองข้าง สะพายบ่าขวาเฉียงลงทางซ้าย กับมีดารารูปอย่างด้านหน้าดวงตรา แต่ไม่มีจุลมงกุฎด้านหลังเป็นทอง ประดับที่อกเสื้อเบื้องซ้าย สำหรับพระราชทานสตรีนั้น ดวงตรา ดาราและสายสะพายมีขนาดย่อมกว่า"
  ประวัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์   
               เมื่อลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกเริ่มเข้ามาคุกคามประเทศตะวันออกมากขึ้น
เรื่อย ๆ นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างหนึ่งในสยามประเทศ   อันเป็นจุดกำเนิดของสิ่งประดับตกแต่งกับเสื้อที่เป็นเครื่องแสดงยศศักดิ์และบ่งบอกถึงฐานันดร หรือตำแหน่งหน้าที่ของผู้ที่ใช้ประดับอยู่ โดยเครื่องประดับเสื้อเพื่อแสดงยศศักดิ์นี้   มีแบบอย่างมาจากชาวยุโรปเมื่อหลายร้อยปีก่อนที่มีความเป็นมาว่า  แต่เดิมใช้เป็นเครื่องหมายในหมู่คณะพวกผู้ดี ที่ปฏิบัติกิจทางศาสนาเดียวกัน  จนกระทั่งเมื่อเกิดสงครามครูเสดเพื่อแย่งชิงดินแดนปาเลสไตน์ ที่ชาวคริสต์ถือว่าเป็นถิ่นกำเนิดของพระเยซู ให้รอดพ้นจากการครอบครองของ    ชาวมุสลิม บรรดากษัตริย์และผู้มียศศักดิ์ทั้งหลายในยุโรปได้พากันรับอาสาไปเป็นทหารครูเสดกันหลายประเทศ พระสันตะปาปา แห่ง กรุงโรม จึงคิดทำเครื่องหมายให้แก่บรรดาทหารอาสาหรือที่เรียกกันว่า อัศวินนักรบ ด้วยการใช้รูป กางเขนเพื่อแสดงถึงความเป็นพวก ฝ่าย หรือ คณะเดียวกันให้ปรากฏ โดยมีการเรียกคณะของแต่ละคณะว่า “Order”
               หลังสงครามยุติลง มีการนำเครื่องหมายกางเขนมาตกแต่งให้มีรูปแบบต่างกันไปตามชั้นยศ เป็นเครื่องหมายแสดงตำแหน่งหรือความกล้าหาญ   หรือ เป็นบำเหน็จความชอบที่กษัตริย์พระราชทานให้ สิ่งเหล่านั้นจึงกลายมาเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์เพราะได้รับมอบจากกษัตริย์ โดยใช้คำ“Order”แทนความหมายว่า ตระกูลของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเป็นเครื่องประดับอาภรณ์ที่ได้รับพระราชทาน อาทิ The Order of Aviz ของโปรตุเกสที่เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลแรกและเก่าแก่ที่สุดในยุโรป   มีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 ก่อนที่อาณาจักรสุโขทัยจะเริ่มก่อตั้งขึ้น
               ในเอเชีย สยามนับเป็นประเทศแรกที่มีการใช้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามอย่างสากล ด้วย ความใฝ่ใจศึกษาวัฒนธรรมและประเพณีตะวันตกของ   พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรง   มีพระราชดำริจะสร้างเครื่องหมายแบบชาวตะวันตก จากแบบของสิ่งที่เป็นเครื่องหมายแทนพระองค์ ได้แก่   ลวดลายของตราพระราชลัญจกรไอราพต ซึ่งเป็นตราประทับบนหนังสือราชการ และจากแบบของสิ่งที่เป็นมงคลเดิมของไทย ได้แก่ พลอย 9 ชนิด หรือ   ที่ เรียกว่า นพรัตน์ มาประยุกต์เข้าด้วยกันกับตราประดับเสื้อเพื่อแสดงเกียรติยศ ที่ชาวตะวันตกเรียกว่า Star โดยได้ทรงบัญญัติคำว่า ดารา” 

ขึ้นมาใช้เรียก ส่วนประกอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย ตั้งแต่ชั้นที่ 2 เป็นต้นไปจนถึงชั้นสายสะพายและใช้มาตราบจนทุกวันนี้ แต่ยังคง ถือว่าเป็นเครื่องราชอิสริยยศเพราะโดยมากสร้างขึ้นสำหรับพระราชทานแก่พระราชวงศ์ ส่วนเครื่องสำคัญยศที่เป็นของขุนนางมีไม่มากนักและถือว่าเป็นต้นเค้าเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ไทยปัจจุบัน เช่น ดารานพรัตน์ เป็นต้นเค้าของเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตน์ราชวราภรณ์ ดาราช้างเผือกเป็นต้นเค้าของเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก
เป็นต้น
               การเก็บรักษาเครื่องราชอิสริยาภรณ
               1. เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นของสูง ควรเก็บรักษาไว้ที่สูง เหมาะสมควรแก่การเคารพบูชา เป็นการแสดงความจงรักภักดีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ            ผู้พระราชทานจะเป็นมงคลสูงสุด ก่อให้เกิดความสุขความเจริญแก่ตนเองและครอบครัว
               2. ควรเก็บในที่ปลอดภัย ป้องกันการสูญหาย
               3. ภายหลังการใช้ประดับแต่ละครั้ง ควรใช้ผ้าสะอาด นุ่ม ทำความสะอาดเบา ๆ และห่อด้วยกระดาษแก้วไว้ให้มิดชิด นำไปใส่กล่องปิดฝาให้สนิทป้องกันฝุ่นละออง และไม่ให้กระทบกับอากาศ
               4. ไม่ควรเก็บในสถานที่ที่มีแดดส่งตลอดเวลา หรือมีไฟร้อนแรง และต้องไม่อับชื้น ปกติมักจะเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง แต่ถ้าเป็นห้องปรับอากาศได้จะดีที่สุด
               5. ดวงตรา ดารา และเหรียญราชอิสริยาภรณ์ อาจเสื่อมสภาพได้จากความไม่บริสุทธิ์ของอากาศ ฝุ่นละออง ก๊าซเสียชนิดต่าง ๆ ถ้าเก็บไว้ในตู้นิรภัยหรือตู้เหล็ก ควรห่อให้มิดชิดตามข้อ 3 เพราะสีที่ใช้พ่นหรือทาตู้เหล็กจะทำปฏิกิริยากับโลหะเงิน จะทำให้เงินดำ
                6. ไม่ควรใช้สารกันแมลงชนิดต่าง ๆ เนื่องจากเมื่อสารระเหยออกมา จะทำปฏิกิริยากับโลหะเงิน และส่วนที่กะไหล่ทองในเครื่องหมายแพรปักดิ้นเงินดิ้นทอง ทำให้เปลี่ยนเป็นสีดำได้
                7. สายสะพายและแพรแถบทอด้วยด้ายและใยไหม ควรเก็บในที่ไม่ร้อน ไม่อับชื้น เพราะความร้อนและความชื้นจะทำให้เนื้อผ้ายืดขยายและหดตัวอยู่ตลอดเวลา จะทำให้เนื้อผ้าแห้งแข็งกรอบ ถ้ามีความชื้นทำให้เนื้อผ้ายุ่ยเปื่อย อาจเกิดเชื้อรา และรอยด่าง อายุการใช้งานจะสั้น
                8. แสงสว่างเป็นอันตรายต่อสีของผ้า สายสะพายและแพรแถบ แสงจะทำให้สีของผ้าซีดได้เร็ว ควรเก็บในตู้ทึบแสง ในห้องปรับอากาศได้ก็จะดี
                9. ผ้าสายสะพายควรเก็บโดยวิธีม้วนเป็นวงกลม ผ้าจะได้ไม่ยับ หรือเก็บโดยวิธีวางไว้ตามยาว การเก็บโดยวิธีพับซ้อนกัน จะทำให้เกิดรอยพับจะเกิดรอยด่าง สีซีดตามแนวของรอยพับนั้น
              10. เมื่อเก็บไว้โดยมิได้นำมาประดับเป็นเวลานาน ควรตรวจสอบบ้างเป็นครั้งคราว
               ข้อควรระวังในการประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
                1. ก่อนจับต้องเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ต้องแน่ใจว่ามือของท่านสะอาด
                2. หลีกเลี่ยงการจับต้องตัวเหรียญโดยตรง เพราะนิ้วมือมีคราบเหงื่อ จะทำให้เป็นรอยด่าง เกิดคราบสกปรกในเวลาต่อมา
                3. การจับต้องตัวเหรียญ ดวงตรา ดารา ควรจับที่ขอบนอกของเหรียญให้กระชับ และมั่นคงป้องกันการตกหล่น โดยใช้นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนางประคอง หรือจะจับที่บริเวณหูห้อยของแพรแถบเหรียญก็ได้ถ้าเป็นดวงตรา ดวงดารา ควรจับที่ขอบนอกดังกล่าวแล้วยกขึ้นวางบนฝ่ามืออีกข้างหนึ่งป้องกันการพลัดหล่น
                4. ถ้าเป็นไปได้ควรสวมถุงมือ เพื่อป้องกันคราบเหงื่อที่จะทำให้เกิดรอยคราบสกปรก
                5. ระวังการกระทบ กระแทกกับของแข็ง หรือตก หล่น จะทำให้ส่วนที่ลงยา กระเทาะ เหรียญจะบุบ ชำรุด
                6. ขณะสวมสายสะพาย ควรระมัดระวังการนั่ง การยืน เพราะดวงตรา ห้อยกับสายสะพาย จะกระทบกระแทกกับของแข็ง หรือเกี่ยวกับสิ่งของข้างเคียง
                7. ควรแน่ใจว่าสปริงขอเกี่ยวดวงตรายังแข็งแรงดี จะได้ไม่เกิดปัญหาขณะใช้ประดับ
                8. เมื่อสอดก้านเสียบของดวงดาราเข้ากับตัวหนอนแล้ว ควรตรวจดูว่าได้สอดส่วนปลายของก้านเสียบเข้า "ขอเกี่ยว" ให้มั่นคงดีแล้ว
                9. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย ควรเย็บตรึงดวงตราห้อยสายสะพายไว้กับสายสะพายเพื่อป้องกันการชำรุด หรือตกสูญหาย
              10. สายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ควรปรับความยาวให้ได้พอเหมาะกับความสูงของแต่ละบุคคล

             หวังว่า จะเป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ สำหรับท่านที่สนใจ มิได้คิดโอ้อวดนะครับ  

อีกนานนักประมาณไม่น้อยกว่าสิบปี ผมถึงจะเกษียณอายุไปเป็นพลเมืองดีเต็มขั้น นายแบบถัดต่อไปนี้ที่แต่งเต็มยศ คือ ตัวผมเอง นายจักราวุธ  คำทวี ครูเชี่ยวชาญ กศน.อำเภอสรรพยา  สำนักงาน กศน.จังหวัดชัยนาท อดีต(ปี ๒๕๔๙-๒๕๕๒) เป็นผู้แทนข้าราชการครู ใน ก.ค.ศ. บอร์ดคณะบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา ๗ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ พ.ศ. ๒๕๔๗ 
ชุดแรก ของประเทศ ปัจจุบัน(ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ถึงปัจจุบัน) เป็นผู้แทนข้าราชการครู ใน อ.ก.ค.ศ.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ บอร์ดคณะบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 
ที่ ก.ค.ศ.ตั้งในส่วนราชการ ตามมาตรา ๒๓ ประกอบมาตรา ๒๕ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ พ.ศ. ๒๕๔๗ ชุดที่สองนับแต่มีพระราชบัญญัติดังกล่าว ผมขออนุญาตเป็นนายแบบแต่งเต็มยศ ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น ป.ม. ประดับร่วมกับ ท.ช. และเหรียญราชอิสริยาภรณ์ ช่างถ่ายภาพแต่งหน้าดูเป็นหนุ่มกว่าอายุจริงนิดหน่อย เพราะว่าตัวจริง จะมีผมสีน้ำนมแทรกค่อนข้างมาก แต่การประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จะถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ทุกประการ ผมมีจุดมุ่งหมายสำหรับใช้เป็นแบบกลัววันหลังแต่งผิดไปจากนี้


ดวงตรา ป.ม. ห้อยกับสายสะพาย สะพายบ่าขวาเฉียงลงซ้าย
ดวงตรา ท.ช.  ห้อยกับแพรแถบสวมคอ แพรแถบลอดออกระหว่างตะขอตัวล่างกับดุมเม็ดแรก
ดารา ป.ม.  ประดับที่อกเสื้อเบื้องซ้ายใต้ชายปกกระเป๋า
ดารา ท.ช.  ประดับในระดับต่ำกว่าดารา ป.ม.เยื้องไปทางซ้าย 
เหรียญราชอิสริยาภรณ์  ประดับที่อกเสื้อเบื้องซ้ายเหนือปกกระเป๋า
       บุรุษ (เต็มยศ) 


บุรุษ (ครึ่งยศ)




       ดวงตรา ท.ช. ห้อยกับแพรแถบสวมคอ แพรแถบลอดออกระหว่างตะขอตัวล่างกับดุมเม็ดแรก
ดารา ป.ม.  ประดับที่อกเสื้อเบื้องซ้ายใต้ชายปกกระเป๋า
ดารา ท.ช.  ประดับในระดับต่ำกว่าดารา ป.ม.เยื้องไปทางซ้าย
เหรียญราชอิสริยาภรณ์  ประดับที่อกเสื้อเบื้องซ้ายเหนือปกกระเป๋า


            อนึ่ง เมื่อแต่งกายชุดสากลจะไม่มีการประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือแพรแถบย่อของเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นอันขาด เว้นแต่จะประดับดุมเสื้อเครื่องราชอิสริยาภรณ์
 ( ชุดสากล=ใส่สูท สามารถประดับได้เฉพาะดุมเสื้อเครื่องราชอิสริยาภรณ์ )


เรื่องเล่า “ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา สถานที่รับสายสะพาย”
            
              เดินทางออกจากบริเวณหน้าอาคารสำนักงาน กศน. จุดนัดหมาย ด้วยรถตู้ที่จัดให้บริการ ๓-๔ คัน ถึงสถานที่รับพระราชทาน เวลา ๐๙.๕๙ น. เข้า-ออก ทางประตูด้านถนนราชวิถี เข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์  สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี รอรับรายงานตัวและลงทะเบียน เวลา ๑๐.๑๙ น. ณ ศาลาดุสิดาลัย โดยมอบบัตรประจำตัวสำหรับเข้าเฝ้าส่วนที่ ๑ ให้เจ้าหน้าที่  ซึ่งบัตรประจำตัว  ได้เดินทางไปรับเมื่อคราวเข้าร่วมประชุม อ.ก.ค.ศ.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ ๔/๒๕๕๖ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ที่กลุ่มการเจ้าหน้าที่ นายชยาวุธ ฤทธิยา (น้องเม่า : มือถือ ๐๘๔-๔๖๙๑๔๖๙) สำนักงาน กศน. 
               เข้าไปรายงานตัวลงทะเบียนแล้วเจ้าหน้าที่จะติดสติกเกอร์สีชมพูติดที่บัตรเข้าเฝ้าอีกทีหนึ่ง เป็นการยืนยันว่า ลงทะเบียนเพื่อรับเครื่องราชฯ เรียบร้อยแล้ว  จากนั้นไปรับประทานอาหารซึ่งทางสำนักพระราชวังมีไว้ต้อนรับเฉพาะผู้เข้าเฝ้าเท่านั้น มีหลายทีอย่างเดียวเลยมีทั้งอาหารหวาน  คาว  ผลไม้  ไก่ย่าง ข้าวเหนียว เย็นตาโฟ  ก๋วยเตี๋ยว  อื่น ๆ รับประทานได้ตลอดไม่อิ่มเติมได้ อิ่มแล้วก็รอเวลา  ดูนาฬิกา ๑๐.๔๕ น. ผมก็เดินเข้าที่นั่งในศาลาดุสิดาลัยผ่านเครื่องตรวจวัตถุ ทหารคุมเข้มทั้งทหารบก เรือ อากาศ อากาศเย็นภายในชุ่มฉ่ำดีจัง ห้องแอร์เรานี่เอง เดินสำรวจหาที่นั่งจนพบ บริเวณที่นั่งติดกับห้องประทับนั่งพระราชทาน มีรถแข่งของพระองค์เจ้าฯ หมุนรอบตัวช้า ๆ ตลอดเวลา ขณะนั่งดูนาฬิกาแล้วดูอีก ๑๒.๓๐ น. ก็แล้ว ๑๓.๑๐ น.    ก็แล้ว  ทำไมละ  ก็มันเหงาครับ  คนก็เยอะนะ ปีนี้เห็นว่าเป็นปีแรกที่แยกรับ    ชาย-หญิง วันที่ ๒๔ พ.ค. ๕๖ ชายรับ หญิงรับอีกวัน ๒๕ พ.ค. ๕๖ ของชายประมาณ สามพันกว่าคน แต่ทำไมเหงาเพราะเรามีความรู้สึกว่าอยู่ในกลุ่มรายล้อมด้วย สว. ผู้สูงวัย เกษียณไปแล้ว ใกล้จะครบเกษียณ นั่งพูดคุยฆ่าเวลา ได้บำนาญเท่าไร ทำ กบข. หรือเปล่า มีหลากหลายสังกัด มหาดไทย รัฐสภา ทหาร ตำรวจ อัยการ ศาล เกือบลืมได้เจอเพื่อนสมัยเรียน เนฯ ศาลปกครอง รุ่นที่ ๑ คุณหมอสุรินทร์ฯ เป็นหนึ่งในสองคนของรุ่นที่สอบคัดเลือกเป็นตุลากรศาลปกครองได้ในปี ๒๕๕๕ ก็เข้ารับพระราชทานพร้อมกันกับผมเป็นความโชคดี พูดคุยเรื่องเก่า ๆ ผมอยู่ตรงนั้นคนเดียว บางพวกที่เขามีเพื่อนมาเขาก็แสดงความยินดีกัน จับมือกันหัวสั่นหัวครอนเลย อายุมากกว่าก็โดนเรียกพี่ พี่ พี่  เวลาก็เดินช้าจริงเชียว  หันไปหันมาเห็นมีนั่งคนเดียวอยู่ใกล้ ๆ นานพอควรเลยหันไปทักทายก่อน  เป็นข้าราชการครูสังกัดอาชีวะ วิทยาลัยเทคนิคจังหวัดอะไรผมจำไม่ได้ เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้เห็นคุยว่าเป็นคนบ้านเดียวกันกับ ฯพณฯ สุเทพ เทือกฯ ก็คุยกันแก้เหงาไปได้บ้าง ไม่ต้องคอยดูเวลา  สักพัก ก็หันไปเจออีกคน  ทักทายแล้วเป็นที่ดินจังหวัดอะไรฟังไม่ถนัด เสียงค่อย กว่าคนรอบข้าง  อากาศภายในห้องเย็นสบาย พวกนั่งเต็นท์ข้างนอกคงร้อนพอควร แต่คงไม่ร้อนเท่าไรเพราะมีพัดลมไอน้ำ ตอนเดินไปกินข้าว เครื่องดื่มแถบนั้นบางจุดที่ว่างที่ผมไปนั่งมันก็ไม่รักเรา ส่ายหน้าไปส่ายหน้ามา แต่ก็พอคลายร้อยไปได้บ้าง คนข้างนอกก็คงรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน
           เวลาที่รอคอยมาถึงเมื่อมีเจ้าหน้าที่พระราชวังมาส่งเสียงผ่านไมโครโฟน 'เชิญเข้าประจำที่ได้แล้วครับ จะเสด็จแล้วครับ  เชิญครับ เชิญครับ...ก้มดูเวลาที่ข้อมือ ๑๔.๔๕ น.  ลืมบอกไปว่าบริเวณที่ผมนั่งในศาลาดุสิดาลัย  แถวที่ ๘๔  แถวผมมี ๑๗ คน ท้ายแถวเป็นจุดที่ผมนั่ง เลขที่ ๑๙๖๓ เป็นเลขตรงกับ ค.ศ.เกิดของผมเลยจำง่าย ผมเกิด มิถุนายน ๒๕๐๖ มีจอทีวีวงจรปิด อยู่ทั่วบริเวลาด้านหน้า ด้านข้าง ไฟฟ้าที่ประดับเปิดตลอดงาน เครื่องเสียง ประกาศบรรยายกาศเหมือนงานรับปริญญา  สังเกตดูทีวีอย่างเดียวว่า บริเวณที่ประทับ ทำอะไร  อย่างไร ถึงไหน
            สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี แทนพระองค์ เสด็จถึงหน้าศาลาดุสิดาลัย ประมาณ ๑๕.๑๐ น. ไม่ได้ดูนาฬิกาเพราะทุกคนยืนแสดงถวายคำนับ เสร็จแล้วนั่งลง การเดินแถวเข้ารับไม่มีการขานชื่อเดินเรียงเข้ารับตามลำดับที่นั่ง ชุดแรกรับประมาณ ๑,๐๐๐ คน นั่งหลับตื่นขึ้นมาเขาก็พักพวกนั่งข้างปลุกให้ยืนส่งเสด็จพักครั้งแรกประมาณ  ๓๐-๔๐ นาที  ช่วงที่พักมีเจ้าหน้าที่หญิง เรียกชื่อเราอีกครั้ง เข้าใจว่าเช็คเพื่อให้ตรงกับลำดับที่เข้ารับ เวลาประมาณ  ๑๖.๑๕ น. แถวที่นิ่งก็เริ่มเคลื่อนไหวต่อ  ใครรับแล้วก็เดินเข้ามานั่งที่เดิม  แต่สามารถลุกเดินเหินไปเข้าห้องน้ำ ดื่มกาแฟ น้ำหวาน ได้ และบางคนไม่ถือกล่องเครื่องราชฯ ไปด้วยฝากเพื่อนข้าง ๆ บางคนอินกับพิธีก็ต้องถือกล่องเครื่องราชฯ ที่รับแล้วติดตัวไปด้วย เพราะอะไรหรือครับ  ถ้าหายต้องชดใช้เป็นเงิน ประมาณ ๒ หมื่นกว่าบาท  เพราะราคาเครื่องราชฯ จะเปลี่ยนทุก ๆ ๓ ปี  เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖   จะว่าไปแล้ว คล้าย ๆ กับการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร  ข้างนอกมีทีวีวงจรปิดให้ดูว่าข้างในทำอะไรกันบ้าง ต่างกันที่รับปริญญาบัตรมีอาหารให้เลือกซื้อรับประทานได้แต่ที่นี่มีให้กินให้ดื่มฟรี  ไม่มีตุ๊กตาปริญญาไว้จำหน่าย  ไม่วุ่นวายกับการถ่ายรูป  และไม่มีเสียงโทรศัพท์  เพราะต้องฝากเจ้าหน้าที่ไว้ก่อนที่จะเข้ามาในบริเวณที่จัดงาน
       เมื่อแถวที่ ๘๔ ลุกขึ้น เพื่อเข้ารับพระราชทานเครื่องราชฯ  ค่อย ๆ เคลื่อนไป จนไปต่อแถวกับแถวที่ ๘๓  เราเองลำดับที่ ๑๙๖๓  ก้าวขวา  ก้าวซ้าย ก้าวขวา ก้าวซ้าย ไปจนถึงห้องประทับกึ่งขวากลางศาลาดุสิดาลัย   พ้นประตูเข้าไปเป็นทางแคบเดินสวนกับคนที่รับแล้วเพื่อออกไปนั่งที่เดิม ได้ประมาณ ๓ คนหน้ากระดาน ผู้รับพระราชทานภายในมีรอบข้าง กะประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ คนขึ้นไป  มองไปทางหน้าเป็นแถวยาว  ผ่านคนที่นั่งเข้าเฝ้าภายใน  วนเป็นวงกลมในลักษณะเวียนออกทางซ้ายมือ  ก้าวที่ละก้าวแต่ไว มีเจ้าหน้าที่แต่งชุดขาวคอยบอกเบา ๆ ว่าก้าวไว ๆ ไม่ต้องหยุด เป็นระยะ ถึงจุดที่ ๑ ถวายคำนับ ครั้งที่ ๑ เดินต่อไปประมาณ ๓-๔ เมตรเลี้ยวซ้าย ถวายคำนับครั้งที่ ๒  ก้าวขึ้นแท่น ๑ ก้าว ถวายคำนับครั้งที่ ๓  ยื่นมือ'เอางาน' รับกล่องเครื่องราชอิสริยาภรณ์สีน้ำเงินมีตราครุฑที่หน้ากล่อง  ถอยหลังเฉียงไปทางซ้ายสามก้าว ถวายคำนับครั้งที่ ๔ หันขวาเดินออกมาเดินแถวเหมือนเดิมประมาณ ๗-๘ เมตร 

ตอนจะเลี้ยวซ้ายมีเจ้าหน้าที่ชาย- หญิง ส่งกระดาษขนาดนามบัตร เป็นเอกสารรายละเอียดให้เขียนชื่อ-สกุล ลำดับที่รับจริงหรือเป็นลำดับที่ถ่ายภาพเพื่อไว้ยืนยันขอรับภาพขณะเข้ารับพระราชทาน ผมได้ลำดับที่ ๑๕๔๕ ครับ เจ้าหน้าที่บอกว่านายหลวงให้แจกไม่คิดตังรับได้โดยตรงหรือเอาบัตรนี้เขียนรายละเอียด       ชื่อ-สกุล มอบรวม ๆ กันให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานไปรับในภาพรวมก็ได้หรือจะไปรับเองโดยเฉพาะผู้เกษียณไปที่สำนักอาลักษณ์รายละเอียดมีในบัตรอยู่แล้วครับ เดินแถวกลับมานั่งที่เก่า  เวลาที่ใช้ในการรับประมาณ ๒๐-๒๔ คนต่อนาที เพราะจุดที่ถวายคำนับมีเจ้าหน้าที่แต่งปกติขาวคอยเร่งให้เดินไว ๆ อย่าหยุดทุกจุด  จะบอกอะไรให้ เราเองถอยแค่ ๒ ก้าวเองคำนับเลย สงสัยตื่นเต้นมากไปหน่อย  เมื่อผ่านพ้นมาแล้วก็จัดการธุระส่วนตัวกันเป็นแถว ๆ รวมทั้งผมเองด้วย  เสร็จแล้วกลับมานั่งรอเวลา
       เวลาเดินผ่านไป  ๑๗.๐๐ น.  ๑๘.๐๐ น.  ๑๙.๐๐ น.  บรรยากาศเริ่มเย็นลง  ค่ำลง เดินไปดูแถวเต็มท์พัดลมไอน้ำกลายเป็นพัดลมธรรมดาที่มีแต่ลม  เพราะไอน้ำคงไม่มีประโยชน์แล้วตอนนั้น  ที่สำคัญท้องร้องจ๊อก ๆ เลย  เคยรับประทานอาหาร ๑๘.๐๐ น.  โดยประมาณ  หลายคนนั่งรอนิ่งที่เก้าอี้ภายในเต้นท์ หลายคนออกไปยืนรอบนอกเต้นท์ เพราะอากาศน่าจะเย็นกว่าในเต้นท์  มีต้นไม้ยืนต้น  สนามหญ้าบริเวณกว้าง มีสระน้ำรอบ ๆ สิ่งที่ไม่เห็นคือยุง  อยากรู้จังยุงในวังกับบ้านเราเหมือนกันหรือปล่านะ  วันนั้นไม่โดนกัดเลย เลยไม่รู้ เพราะนั่งภายในศาลา ๕๕๕๕ เข้าห้องน้ำอาคารต่อกับศาลาดุสิดาลัยติดแอร์เย็นสบายมาก ขณะที่รอเวลานั้น  สายตาของหลายคนมองไปที่จอมอนิเตอร์ทีวีวงจรปิด เราเองก็มองและคิดว่า เมื่อไรแถวที่กำลังเดินเข้าไปจะหยุดลงเสียที เดี๋ยวมอง เดี๋ยวมอง  ไม่มองแล้วนั่งเฉย ๆ ดีกว่า  เงยมาอีกทีเริ่มช้าลงและน่าจะใกล้หมดแล้วเอาละใกล้ถึงความจริงแล้วความจริงที่จะได้กลับบ้านไง กลับที่พัก
ที่คุรุสภา
        สุดที่รักแม่บ้านรออยู่เพราะงานนี้เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มห้ามให้ผู้ติดตาม
ขึ้นรถเข้ามาในบริเวณพิธีก็เลยให้รออยู่ที่พักกลัวจิตไม่นิ่งก็เลยให้ไปทำธุระเรื่องต่าง ๆ แลกเงินตระกูลยูโรปเตรียมไปต่างประเทศ ๕ ประเทศ ดูไบ อิตาลี ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์  วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ถึง ๖ มิถุนายน ๒๕๕๖ นอกเรื่องไปนิดกลับเข้ามาต่อเดี่ยวลืมนาฬิกาเดินมาถึง ๑๙.๓๐ น. โดยประมาณ จึงถึงคนสุดท้าย  รอสักพัก พักน้อย ๆ ก็ยืนกันพรึบ  ใช่แน่นอน  ก้มดูนาฬิกาอีกที  ๑๙.๔๐ น. และก็ดูสับสนไปหมด  ทุกคนเร่งก้าวท้าวออกศาลา พวกอยู่เต็นท์หรือประรำ เบียดกันเหมือนกับแข่งกันออก  วุ่นวายกันหมด  รวมตัวเองด้วย  เบียดกับเขาเหมือนกันเพื่อมาส่วนใหญ่ไปรับโทรศัพท์ที่ฝากไว้กับเจ้าหน้าที่คืน แบ่งเป็นสองจุด  ถือบัตรรับฝากสองสีคอยยื่นส่งให้เจ้าหน้าที่  บางคนรับโทรศัพท์มารีบเปิดเครื่องโทรหาคนที่มาด้วย (ภรรยา)  แหมโทรศัพท์ก็เปิดช้าจริงแว่วก็ไม่ได้เอามาคุณลุงพูดผิดคุณพี่ ๆ ท่านหนึ่งยืนบ่นอยู่ด้านข้าง  คนก็เบียดกันไหลไปเหมือนเที่ยวงานวัด อีกคนเปิดโทรศัพท์ไปเดินไป บางคนก็พูดออกมาติดแล้วโทรศัพท์  มองไปรอบ ๆ ค่ำแล้ว  แสงไฟติดสว่างพอสมควร  เดินผ่านสะพานแคบ ๆ มืดเล็กน้อย ที่ข้ามเมื่อตอนเช้าออกมา  เหมือนกลับลงมาจากเครื่องบิน  มีป้ายยกชูเหนือหัวทั้งสองข้างทาง รับคณะที่มาพร้อมกันหลาย ๆ คน  บ้างป้ายก็ทันสมัยเป็นป้ายไฟฟ้า เราเองก็กวาดสายตาไปรอบ ๆ ดูไปอย่างนั้นเอง  หูก็ยินเสียงท่าน ๆ ทางนี้ กศน.มองตามเห็นป้ายกระดาษขนาดเอสี่ เดินตามผมมารถจอดด้านติดกับเสาไฟบริเวณสนามหญ้า โอเคเจอแล้ว โล่งไปหน่อย ขึ้นนั่งรถตู้คันเดิมมีนายสืบศักดิ์ฯ เป็น พขร.
          ขึ้นรถได้ก็รอรถคันอื่นที่มาด้วยกันเต็มคันแล้วออกเดินทางกลับสำนักงาน กศน. กระทรวงศึกษาธิการทันที ระหว่างรถติดก็ชวนสืบศักดิ์ฯ คุยกันไป ผ่านวัดเบญฯ มีคนมาเวียนเทียนรถติดยาวมาก ชวนสืบศักดิ์ เสร็จงานก่อนกลับบ้านไปทานข้าวกันช่วยชวน พขร.คันอื่นไปด้วย ถึงสำนักฯ ลงรถไม่เท่าไรฝนตก ก็เลยรบกวนสืบศักดิ์ไปส่งที่หน้าหอพักคุรุสภา ร้านค้าที่กะนั่งกินข้าวข้างคุรุสภาก็ไปลำบากเกรงใจรับปากและชวน พขร. แล้ว ก็เลยบอกสืบศักดิ์ ฝากเป็นธุระเป็นหัวหน้านำทีมพาพักพวกไปกินกันเองแทนผมด้วยฝากสตางค์ไปแทนหนึ่งพันบาท

         ลงรถหน้าคุรุสภาได้  สิ่งแรกทีทำคือไปหาสุดที่รัก นั่งรอยู่ที่หน้าหอพักคุรุสภา เช่นเดียวกับญาติคนอื่น ๆ บางคนก็ยืนถ่ายรูปกัน เจอสุดที่รักสิ่งแรกให้เครื่องราชที่รับมา เดินไปห้องพัก เพื่อให้ดูว่าเป็นอะไร  คอยมานานหมดเงินหมดทองใช้จ่ายไปเพื่อการนี้เกี่ยวกับการเตรียมตัวเดินทางก็มากพอควร  รวมแล้วงานนี้กินเวลาทั้งวันนับแล้วเฉพาะที่อยู่ในบริเวณพิธีภายในวังสวนจิตฯ ไม่น้อยกว่า ๑๐-๑๑ ชั่วโมง ครับพี่น้อง  สรุปแล้วก็ผ่านไปด้วยดีสำหรับ....ครั้งหนึ่งในชีวิตของคนเป็นครู....... 



                                                                                                                                                                                                                     สัตวแพทย์จักราวุธ  คำทวี

3 ความคิดเห็น:

  1. ผมกำลังทดลองหัดใช้ และซ้อมทำข้อมูล ติชม มาบ้างนะครับ เป็นการนำไปปรับปรุงแก้ไข น้อมรับทุกคำติชม ขอบคุณครับ

    ตอบลบ
  2. วันนี้มาเก็บข้อมูลครับ ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเครื่องราชอิสริยาภร ประวัติความเป็นมา การเก็บรักษาเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ข้อควรระวังในการประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ได้ความรู้มากครับ ขอบคุณครับ

    ตอบลบ
  3. ยินดีครับ ขออภัยครับ ใช่คุณปกาศิตฯ รับราชการในสังกัดสำนักงาน กศน.ใช่ไหมครับ ถ้าใช่ ขอให้คุณครูเจริญก้าวหน้าในชีวิตการทำงาน ถือว่าอยู่ในวงการเดียวกันมีอะไรให้รับใช่บอกมานะครับ

    ตอบลบ